แก๊ส (GASES)

          จุดประสงค์           บทนำ
1. ประวัติการทดลอง 2. กฎต่างๆของแก๊ส
3. ปริมาณสัมพันธ์ของแก๊ส 4. ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
5. การแพร่ 6. แก๊สจริง
7. แบบฝึกหัด  

 

 

 

 

 

                            จุดประสงค์

1. สามารถใช้กฎของแก๊สอธิบายพฤติกรรมของแก๊สได้

2. อธิบายพฤติกรรมของแก๊สในทฤษฎีจลน์และการแพร่ได้

3. สามารถอธิบายความแตกต่างของแก๊สสมบรูณ์และแก๊สจริงได้

 

 

 

 

 

 

                                                บทนำ

โดยทั่วไป สสารจะอยู่ได้ในสามสถานะคือ แก๊ส ของเหลว และ ของแข็ง สถานะแก๊สเป็นสถานะที่ง่ายที่สุดที่สามารถอธิบายได้ ทั้งทางทฤษฎีและทางการทดลอง การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของสารต่างๆ ในสถานะแก๊สนี้ จะสามารถให้ข้อมูลและตัวอย่างของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงปฎิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นแล้วยังสามารถนำไปสู่การคำนวณ ทางปริมาณสารสัมพันธ์ได้อีกด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของแก๊ส ในบทนี้จะเริ่มพิจารณาตั้งแต่สมบัติของ แก๊ส กฎ และ โมเดลต่างๆที่จะแสดงพฤติกรรมของแก๊ส รวมทั้งปฏิกิริยาของแก๊สที่เกิดขึ้นในบรรยากาศ

 

1. ประวัติการทดลองเกี่ยวกับแก๊ส

-1577-1644 นักฟิสิกส์ชาวเบลเยี่ยม ชื่อ แจน แบพทิสตา แวน เฮลมอท์ (Jan Baptista Yan Helmont) พบว่าอากาศประกอบไปด้วยสารหลายๆชนิด และพบว่าแก๊สที่เกิดจากการเผาไม้ (ซึ่งก็คือ CO2 นั้นเอง) มีสมบัติหลายประการคล้ายกับอากาศแต่ไม่ใช่อากาศ

-1643 นักฟิสิกส์ชาวอิตาเลี่ยน ชื่อ อีแวนเจลลิสต้า ทอร์ริเชลลี (Evangelista Torricelli) ทดลองพบว่าอากาศที่อยู่ในบรรยากาศนั้นมีความดัน (pressure) เขาได้ออกแบบสร้างมาตรวัดความดัน (barometer) เครื่องแรกขึ้นมา โดยการนำหลอดที่ปลายด้านหนึ่งปิดที่บรรจุด้วยปรอทคว่ำลงในถาดของปรอท และพบว่าคอลัมน์ของปรอทในปลายปิดนี้จะมีระดับความสูงประมาณ 760 mm ซึ่งเป็นผลมาจากความดันของบรรยากาศนั้นเอง

หน่วยของความดัน

เนื่องจากมาตรวัดความดันโดยทั่วไปนั้นจะใช้ความสูงของปรอท เป็นตัวกำหนดความดันของบรรยากาศ ดังนั้นหน่วยของความดันโดยทั่วไปจึงนิยมใช้เป็น mmHg หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทอรร์ (Torr) ก็ได้ นอกจากนั้นความดัน (P) ถูกนิยามว่าเป็นแรง (F) ต่อหน่วยพื้นที่ (A) ในหน่วยของ SI unit แรงมีหน่วยเป็นนิวตัน (N) และพื้นที่มีหน่วยเป็นตารางเมตร (m2) ดังนั้น หน่วยของความดันจึงเป็น Nm-2 ซึ่งจะเรียกว่า พาสคาล (Pascal, Pa) โดยที่

1 atm = 101,325 Pa

หรือ 1 atm มีค่าประมาณ 105 Pa โดยที่ความดัน 1 Pa จะเป็นแรงในหน่วยของ N ที่กระทำบนพื้นที่ 1 m2

 

สรุปหน่วยของความดัน

1 หน่วยบรรยากาศ = 1 atm = 760 mmHg = 760 torr = 101,325 Nm-2 = 101, 325 Pa

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าความดันของแก๊สที่วัดได้เท่ากับ 49 torr จงคำนวณความดันในหน่วยของ atm และ Pa

วิธีทำ

 

 

 

 

2 กฎต่างๆของแก๊ส

2.1 กฎของบอยล์ 2.2 กฎของชาร์ลส์
2.3 กฎของเอโวกาโดร 2.4 กฏของแก๊สสมบรูณ์
2.5 กฎของดาลตัน  

 

 

 

 

2.1. กฏของบอยล์ (Boyle’s law)

การทดลองเริ่มแรกเกี่ยวกับแก๊สได้ทำโดย นักเคมีชาวไอริช ชื่อ โรเบิร์ต บอยล์ (ค.ศ. 1627 –1691) โดยการใช้หลอดแก้วตัวเจ (J-shape) ที่มีปลายด้านหนึ่งปิด

 

ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความดัน (P) ของแก๊สที่ถูกกักอยู่ภายในหลอดแก้วกับปริมาตรของแก๊ส ผลจากการทดลองของบอยล์ดังตาราง

ปริมาตร V

(inch3)

ความดัน P

(inch of Hg)

PV

(inch of Hg x inch3)

48.0

29.1

14.0 x 102

40.0

35.3

14.1 x 102

32.0

44.2

14.1 x 102

24.0

58.8

14.1 x 102

20.0

70.7

14.1 x 102

16.0

87.2

14.0 x 102

12.0

117.5

14.1 x 102

จากตาราง แสดงให้เห็นพฤติกรรมของแก๊สซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

PV = k

ซึ่งเป็นกฎที่เรียกว่า กฎของบอยล์ โดยที่ k เป็นค่าคงที่ที่อุณหภูมิหนึ่งๆของแก๊สตัวอย่าง

จากข้อมูลในตาราง ถ้านำ P และ V มาเขียนกราฟ จะได้กราฟออกมาในลักษณะไฮเปอร์โบลา (hyperbola)

โดยที่ความดันจะลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อปริมาตรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ดังนั้น P และ V จะแปรผกผันกันตามความสัมพันธ์

ซึ่งถ้าเขียนกราฟระหว่าง V กับ 1/P จะพบว่าได้กราฟเป็นเส้นตรงออกจากจุดออริจิน (origin) และมีค่าความชันเท่ากับ k

จากความสัมพันธ์ระหว่าง P และ V ตามกฎของบอยล์นี้ ถ้าเขียนกราฟระหว่างผลคูณของ PV กับ P น่าจะได้กราฟเป็นเส้นตรง แต่จากการทดลองพบว่าผลคูณ PV ของแก๊สหลายชนิดจะไม่คงที่ แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกับความดัน

 

แสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วในธรรมชาติ ไม่มีแก๊สใดที่มีพฤติกรรมตามกฎของบอยล์ ดังนั้นแก๊สที่เป็นไปตามกฎนี้จึงเป็นแก๊สสมบรูณ์

 

ตัวอย่างที่ 2 ฟรีออน-12 (CCl2F2) เป็นแก๊สที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในระบบเครื่องทำความเย็น แก๊ส ฟรีออน 1.53 l มีความดัน 5.6 x 103 Pa ถ้าความดันของแก๊สนี้เปลี่ยนเป็น 1.5 x 104 Pa เมื่ออุณหภูมิคงที่ ปริมาตรของแก๊สจะเป็นเท่าใด

วิธีทำ จากกฎของ บอยล์ PV = k

ที่อุณหภูมิเดียวกัน อาจเขียนความสัมพันธ์ของความดันและปริมาตรของแก๊สตามกฎของบอยล์ดังนี้

P1V1 = k = P2V2       หรือ        P1V1 = P2V2

เมื่อตัวเลข 1 และ 2 แทนสภาวะของแก๊ส ดังนั้นในกรณีนี้

P1 = 5.6 x 103 Pa                P2 = 1.5 x 104 Pa

V1 = 1.53 l                            V2 = ?

แทนค่า

 

ตัวอย่างที่ 3 ในการศึกษาพฤติกรรมของแก๊สแอมโมเนีย ตามกฎของบอยล์ ทำโดยการวัดปริมาตรของแก๊สนี้ 1 โมล ที่ความดันต่างๆ ที่ 0 oC ได้ผลการทดลองเป็นดังนี้

การทดลองที่

P (atm)

V (l)

1

0.13

172.1

2

0.25

89.28

3

0.30

74.36

4

0.50

44.49

5

0.75

29.55

6

1.00

22.08

จงคำนวณค่าคงที่ (k) สำหรับแก๊สแอมโมเนีย

วิธีทำ

การคำนวณค่าคงที่ (k) ของแก๊สแอมโมเนียโดยใช้กฎของบอยล์ทำได้โดยใช้สมการ

k = PV

ดังนั้น ค่าคงที่ k ที่ความดันและปริมาตรต่างๆของแก๊สแอมโมเนียจึงเป็นดังนี้

การทดลองที่

1

2

3

4

5

6

K = PV

22.37

22.32

22.31

22.24

22.16

22.08

จากผลการทดลองที่ได้ตามตัวอย่างจะเห็นว่าการเบี่ยงเบนของค่า k มีน้อยมาก เนื่องจากค่า k ที่ได้มีค่าใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อที่จะคำนวณค่า k สำหรับแก๊สแอมโมเนียจึงต้องพล๊อตกราฟระหว่าง PV กับ V แล้วลากกราฟต่อไปตัดแกน PV ที่ P = 0 ซึ่งจะให้ค่า k (สมบรูณ์) เท่ากับ 22.41 atm

ซึ่งค่าที่ได้นี้จะเหมือนกับการพล๊อตสำหรับแก๊สอื่นเช่น CO2, O2 และ Ne ที่ 0 oC

 2.2. กฎของชาร์ลส์ (Charles’s law)

หลังจากหารค้นพบกฎของบอยล์ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาสมบัติของแก๊สอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญคือนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษ ชื่อ จาคส์ ชาร์ลส์ (Jacques Charles) ซึ่งเป็นคนแรกที่สามารถเดินทางโดยใช้บอลลูนที่เติมด้วยแก๊สไฮโดรเจน ในปี ค.ศ. 1787 ชาร์ลส์พบว่า ปริมาตร (V) ของแก๊สที่ความดันใดๆ จะเพิ่มขึ้นแบบเชิงเส้นกับอุณหภูมิ (T) ของแก๊ส ซึ่งจากการพล๊อตกราฟระหว่าง V กับ T (oC) จะให้กราฟเป็นเส้นตรงที่ความดันหนึ่งๆ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้พบได้ในแก๊สหลายชนิด เมื่อต่อกราฟไปตัดแกน T จะพบว่าไปตัดแกนที่อุณหภูมิ –273.2 oC

และเมื่อเปลี่ยนการพล๊อตเป็น V กับ T (k) จะพบว่า กราฟจะตัดที่จุดออริจิน

พฤติกรรมนี้สามารถแสดงโดยกฎของ ชาร์ลส์ดังสมการ

V = bT

เมื่อ T เป็นอุณหภูมิอยู่ในหน่วย องศาเคลวิน และ b เป็นค่าคงที่สัดส่วน (proportionality constant) ที่อุณหภูมิ 0 K หรือ 273.2 oC นี้จะเรียกว่าศูนย์องศาสัมบรูณ์ (absolute zero) ซึ่งจากหลักฐานหลายอย่างแสดงว่า อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบรูณ์นี้ไม่สามารถมีได้ โดยทั่วไปจะสามารถทำการทดลองได้ที่อุณหภูมิประมาณ 0.001 K แต่ไม่ถึง 0 K

ตัวอย่างที่ 4 ถ้าแก๊สตัวอย่างชนิดหนึ่งที่ 15 oC และ 1 atm มีปริมาตร 2.58 l แก๊สดังกล่าวจะมีปริมาตรเท่าใด ถ้ามีอุณหภูมิ 38 oC และมีความดัน 1 atm

วิธีทำ จากกฎของ ชาร์ลส์

ดังนั้นที่ความดันเดียวกัน

 

ในกรณีนี้     T1 = 15 oC + 273 = 288K

                  T2 = 38 oC + 273 = 311 K

                   V1 = 2.58 l                                   V2 = ?

แทนค่า

 

2.3. กฏของเอโวกาโดร (Avogado’s law)

ในปี ค.ศ. 1811 เอโวกาโดร เป็นนักเคมีชาวอิตาเลียน ได้ตั้งข้อสมมติเกี่ยวกับเรื่องของแก๊สว่า แก๊สใดๆ ที่มีปริมาตรเท่ากันที่อุณหภูมิและความดันเดียวกัน จะมีจำนวนอนุภาคเท่ากันเสมอ ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ได้ถูกตั้งขึ้นเป็นกฎที่เรียกว่า กฎของเอโวกาโดร ซึ่งสามารถแสดงได้ดังสมการนี้

                 V      =              an

เมื่อ V เป็นปริมาตรของแก๊ส n เป็นจำนวนโมล และ a เป็นค่าคงที่สัดส่วน ซึ่งสมการดังกล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่าปริมาตรของแก๊สที่มีอุณหภูมิและความดันคงที่ จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนโมลของแก๊สนั้น

ตัวอย่างที่ 5 ถ้า 0.5 โมลของแก๊สออกซิเจน (O2) มีปริมาตร 12.2 l ที่ความดัน 1 atm และอุณหภูมิ 25 ° C เมื่อทำการเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนนี้เป็นแก๊สโอโซน (O3) ที่อุณหภูมิและความดันเดียวกัน จะได้แก๊สโอโซนปริมาตรเท่าใด

วิธีทำ สมการของการเปลี่ยนแก๊ส O2 เป็นแก๊ส O3 เป็นดังนี้

3O2 (g)            2O3 (g)

ในการคำนวณจำนวนโมลของ O3 ที่เกิดขึ้น จะใช้อัตราส่วนโมลที่เหมาะสมจากสมการข้างต้น

จากกฎของเอโวกาโด V = an หรือ V/n = a

หรือ

ในกรณีนี้             n1 = 0.50 mol             n2 = 0.33 mol

                          V1 = 12.2 l                 V2 = ?

แทนค่า

 

2.4.กฎของแก๊สสมบรูณ์ (The ideal gas law)

จากการพิจารณากฎต่างๆ ข้างต้นที่เกี่ยวข้องกับแก๊ส ซึ่งสามารถติดตามได้จากการทดลองสามารถสรุปได้ดังนี้

กฎของบอยล์             V = k/P     (เมื่อ T และ n คงที่)

กฎของชาร์ลส์                V = bT     (เมื่อ P และ n คงที่)

กฎของเอโวกาโดร         V = an     (เมื่อ T และ P คงที่)

จากความสัมพันธ์ข้างต้น จะเห็นว่าปริมาตรของแก๊สจะขึ้นกับความดัน อุณหภูมิและจำนวนโมลของแก๊ส ซึ่งเมื่อรวมความสัมพันธ์ดังกล่าวจะสามารถเขียนออกได้เป็นสมการดังนี้

                    

เมื่อ R เป็นค่าคงที่สัดส่วนรวม ที่เรียกว่า ค่าคงที่ของแก๊ส (universal gas constant) ถ้า P เป็นความดันในหน่วย atm และ V เป็นปริมาตรในหน่วย l ค่าคงที่ของแก๊ส R จะมีค่าเท่ากับ 0.08206 l atm K-1 mol-1 สมการข้างต้นอาจจัดใหม่ขึ้นเป็นกฎของแก๊สสมบูรณ์ที่เขียนได้ดังนี้

                    PV = nRT

ซึ่งจัดเป็นสมการสภาวะ (equation of state) ของแก๊ส ซึ่งโดยทั่วไปการกำหนดสภาวะของแก๊สมักกำหนดด้วยความดัน อุณหภูมิ ปริมาตร และจำนวนโมล แก๊สใดๆ ที่มีพฤติกรรมที่เป็นไปตามสมการสภาวะข้างต้นจะเรียกว่า แก๊สสมบูรณ์ (ideal gas) โดยทั่วไปแล้ว แก๊สจริง (real gas) จะมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับแก๊สสมบูรณ์ เมื่อความดันต่ำกว่า 1 atm แต่ในการคำนวณโดยทั่วไปจะใช้สมการสภาวะของแก๊สสมบูรณ์ สำหรับแก๊สจริงที่มีความดันใกล้เคียงกับ 1 atm

ตัวอย่างที่ 6 จงคำนวณโมลของแก๊ส H2 ปริมาตร 8.56 l ที่ 0 oC และ 1.5 atm

วิธีทำ    จากกฎของแก๊สสมบูรณ์

ในกรณีนี้     P = 1.5 atm     V = 8.56 l

                T = 0oC + 273 = 273 K

                R = 0.08206 l atm K-1 mol-1

ดังนั้น

 

 

ตัวอย่างที่ 7 ไดบอเรน (B2H6) เมื่อถูกเผาจะปะทุกลายเป็นไอ ถ้าแก๊สไดบอเรนที่มีความดัน 345 torr ที่ –15 oC มีปริมาตรเท่ากับ 3.48 l จงคำนวณปริมาตรของแก๊สนี้ถ้าเปลี่ยนสภาวะเป็นที่ 36 oC และความดัน 468 torr

วิธีทำ การคำนวณในตัวอย่างนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะของแก๊สเกิดขึ้นโดยที่ทั้งที่อุณหภูมิและความดันของแก๊สเปลี่ยน จากความสัมพันธ์

PV = nRT

เนื่องจากโมลของแก๊สไม่เปลี่ยน ดังนั้น

               

ในกรณีนี้         P1 = 345 torr                       P2 = 468 torr

T1 = -15oC + 273 = 258      T2 = 36oC + 273 = 309

V1 = 12.2 l                            V2 = ?

แทนค่า

หมายเหตุ ให้สังเกตหน่วยของความดันที่ใช้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น atm เนื่องจากหน่วยความดันที่ทั้งสองสภาวะเหมือนกัน หน่วยจะตัดกันไปเอง

ตัวอย่างที่ 8 ถ้า 0.36 โมล ของแก๊สอาร์กอนที่ 13 oC ความดัน 568 torr ถูกทำให้ร้อนขึ้นเป็น 56 oC ความดัน 897 torr จงคำนวณปริมาตรของแก๊สที่เปลี่ยนแปลงไป

วิธีทำ

ในกรณีนี้ ข้อมูลที่มีอยู่คือ

                      P1 = 568 torr                          P2 = 897 torr

T1 = 13oC + 273 = 286         T2 56oC + 273 = 339

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยที่โมลของแก๊สคงที่ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรเกิดขึ้น ดังนั้นต้องคำนวณปริมาตรของแก๊สที่สภาวะต่างๆ ก่อน จึงจะทราบปริมาตรของแก๊สที่เปลี่ยนแปลงไป

จากสมการ

PV = nRT

แทนค่า

 ดังนั้นปริมาตรที่เปลี่ยนไป

    V = V2 – V1 =  8.0 –11  =  -3 l

เครื่องหมายลบในที่นี้หมายความว่าปริมาตรที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดขึ้นจากการที่แก๊สเกิดการหดตัว (compression)

 

 

2.5.กฎของดาลตันเกี่ยวกับความดันย่อยของแก๊ส (Dalton’s law of partial pressure)

ในปี ค.ศ. 1803 ดาลตัน ได้สรุปผลการสังเกตและตั้งเป็นกฎขึ้นมาเรียกว่ากฎของดาลตันเกี่ยวกับความดันย่อยของแก๊ส ที่ว่าความดันรวมของแก๊สผสมในภาชนะเดียวกันเป็นผลรวมของความดันย่อยของแต่ละแก๊สที่ผสมกัน

Pรวม = P1 + P2 + P3

เมื่อ P1 , P2 , P3, …เป็นความดันย่อยของแก๊สแต่ละชนิดในแก๊สผสม

โดยที่

 

          

มื่อ ntotal เป็นผลรวมของจำนวนโมลของแก๊สทั้งหมด โดยที่การบอกปริมาณของแก๊สแต่ละชนิดในแก๊สผสม อาจทำได้ในเทอมของเศษส่วนโมล (mole fraction, X) ดังนี้

ดังนั้น

เนื่องจากแก๊สผสมอยู่ที่อุณหภูมิเดียวกัน และ อยู่ในภาชนะเดียวกัน ดังนั้น

หรือ P1 = X1Pt

ตัวอย่างที่ 9 ถังแก๊สสำหรับนักประดาน้ำ ขนาดความจุ 5.0 l บรรจุแก๊สผสมที่ได้จากการเติม 46 l O2 25 oC ลงไปผสมกับ 12 l He 25 oC จงคำนวณความดันย่อยของแก๊สแต่ละชนิด และความดันรวมของแก๊สผสมในถังแก๊สนี้ที่ 25 oC

วิธีทำ จากความสัมพันธ์

โดยที่ nt = n1 + n2

จำนวนโมลของแก๊ส O2 (n1) และ He (n2) ที่ใช้ผสมในถังแก๊สนี้ สามารถคำนวนได้จาก

ดังนั้นความดันย่อยของ O2 (P1) และ He (P2) จึงหาได้จาก

 

Pt = P1 + P2 = 9.3 + 5.4 = 11.7 atm

ตัวอย่างที่10 ถ้าความดันย่อยของออกซิเจนในอากาศเท่ากับ 156 torr เมื่อความดันบรรยากาศเท่ากับ 743 torr จงคำนวณเศษส่วนโมลของ O2 ในอากาศ

วิธีทำ

ตัวอย่างที่11 ถ้าเศษส่วนโมลของไนโตรเจนในอากาศเท่ากับ 0.7808 จงคำนวณความดันย่อยของ N2 ในอากาศ เมื่อความดันบรรยากาศเท่ากัน 760 torr

วิธีทำ จากความสัมพันธ์         P = X Pt

                                              = (0.7808)(760 torr)

                                             = 593 torr

 ตัวอย่างที่ 12 การเตรียมแก๊ส O2 ทำโดยการเผาโพแทสเซียมคลอเรต (KClO3) ให้ร้อนจากนั้น เก็บแก๊ส O2 ที่ได้โดยการแทนที่น้ำ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2KClO3(s)         2KCl(s) + 3O2(g)

ถ้าเก็บแก๊สได้ที่ 22 oC ความดัน 754 torr มีปริมาตร 0.65 l และความดันไอของน้ำที่ 22 oC เท่ากับ 21 torr จงคำนวณความดันย่อยของ O2 ในแก๊สที่เก็บได้รวมทั้งคำนวณมวลของ KClO3 ที่เกิดการสลายตัวไป

วิธีทำ การเก็บแก๊สที่ได้จากการเผา KClO3 โดยการแทนที่น้ำจะได้แก๊สผสมระหว่าง O2 ที่เกิดขึ้นและไอน้ำ ซึ่งเกิดจากโมเลกุลของน้ำที่บริเวณผิวน้ำถูกดันให้กลายเป็นไอน้ำโดย O2 ที่ได้จากการเผา ดังนั้นความดันของแก๊สที่เก็บได้จึงเป็นความดันผสมระหว่างความดันย่อยของ O2 (P1) และความดันของไอน้ำ (P2) ที่อยู่เหนือน้ำในสภาวะสมดุลที่เรียกว่าความดันไอ (vapor pressure)

จาก             Pt     =     P1 + P2

        754 torr     =     P1 + 21 torr

                P1     =     754-21 = 733 torr

ดังนั้นจำนวนโมลของ O2 (n1) หาได้จาก

ในที่นี้     P1  =  733 torr/ 760 torr atm-1 = 0.974 atm

            V1   =  0.650 l

           T1    =  22oC + 273 = 295 K

แทนค่า

จำนวลโมลของ KClO3 ที่ใช้ในการผลิต O2 2.59 x 10-2 mol หาได้จากการทราบอัตราส่วนโมลของ KClO3 ที่ใช้ต่อโมลของ O2 ที่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับ 2:3

ดังนั้น จำนวนโมลของ KClO3 ที่ใช้     = 2/3 x 2.59 x 10-2 mol

                                                        = 1.73 x 10-2 mol KClO3

KClO3 มีมวลโมเลกุลเท่ากับ 122.45 g/mol

ดังนั้นมวลของ KClO3 เท่ากับ 1.73 x 10-2 x 122.45 = 2.12 g

 

 

 

3. ปริมาณสัมพันธ์ของแก๊ส

ในการคำนวณเกี่ยวกับปริมาณของแก๊ส จะเริ่มจากการสมมติว่าแก๊สสมบูรณ์ใด ที่ 0 oC 1 atm จะมีปริมาตรเท่ากับ 22.42 l ซึ่งค่าของปริมาตรนี้ได้จากการคำนวณจากกฎของแก๊สสมบูรณ์

ปริมาตรนี้เรียกว่า ปริมาตรต่อโมล (molar volume) ของแก๊ส ค่าของปริมาตรต่อโมลของแก๊สหลายๆ ชนิด แสดงไว้ในตาราง สภาวะที่อุณหภูมิ 0 oC และความดัน 1 atm นี้จะเรียกว่าสภาวะมาตรฐาน หรืออุณหภูมิความดันมาตรฐาน (standard temperature and pressure, STP) จากข้อมูลในตารางที่ 2 จะเห็นว่าแก๊สจริงส่วนใหญ่ที่ STP จะมีปริมาตรต่อโมลใกล้เคียงกับแก๊สสมบูรณ์ ดังนั้นในการคำนวณปริมาณสัมพันธ์ของแก๊สจึงอาศัยกฎของแก๊สสมบูรณ์

ตาราง ปริมาตรต่อโมลของแก๊สชนิดต่างๆ ที่ 0 oC และ 1 บรรยากาศ

แก๊ส

ปริมาตรต่อโมล (l)

Oxygen (O2)

Nitrogen (N2)

Hydrogen (H2)

Helium (He)

Argon (Ar)

Carbon dioxide (CO2)

Ammonia (NH3)

22.397

22.402

22.433

22.434

22.397

22.260

22.079

ตัวอย่างที่ 13 จงคำนวณมวลของ แก๊ส N2 ที่มีปริมาตร 1.75 l ที่ STP

วิธีทำ

การคำนวณจำนวนโมลของแก๊ส อาจทำได้โดยใช้สมการของแก๊สสมบูรณ์แต่เราสามารถใช้วิธีลัด โดยการคำนวณจากปริมาตรต่อโมลของแก๊สสมบรูณ์ เนื่องจาก 1 mol ของแก๊สใดๆที่ STP มีปริมาตรเท่ากับ 22.42 l ดังนั้นจำนวนโมลของแก๊ส N2 1.75 l ที่ STP จึงสามารถหาได้ว่ามีค่าเท่ากับ

 

ตัวอย่างที่ 14 คิกไลม์ (Qiucklime, CaO) ถูกผลิตขึ้นมาจากการการสลายตัวด้วยความร้อนของ แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จงคำนวณปริมาตรของแก๊ส CO2 ที่ได้จากการสลายตัวของ 152 g CaCO3 ตามสมการ

CaCO3(s)                          CaO(s) + CO2(g)

วิธีทำ สมการการสลายตัวของ CaCO3 ข้างต้นเป็นสมการที่ดุลแล้ว การคำนวณปริมาตรของแก๊ส CO2 ที่เกิดขึ้น สามารถคำนวณได้ดังนี้

จากสมการที่ดุลแล้วข้างต้นจะเห็นว่าอัตราส่วนโมลของ CaCO3 ที่สลายตัวต่อแก๊ส CO2 ที่เกิดขึ้นเป็น 1 :1 ดังนั้นถ้าทราบจำนวนโมลของ CaCO3 ที่สลายตัวก็สามารถทราบจำนวนโมลของ CO2 ที่เกิดขึ้น

จำนวนโมลของแก๊ส CaCO3 ที่สลายตัว       

ดังนั้นจำนวนโมลของแก๊ส CO2 ที่เกิดขึ้นก็จะเท่ากับ 1.52 mol ด้วย จากการใช้ปริมาตร ต่อโมล จะได้ว่าปริมาตรของแก๊ส CO2 จำนวน 1.52 โมลจะเท่ากับ

    จาก n V 1mol = V จะได้ (1.52 mol) (22.42 l mol-1) =     34.1 l CO2 ที่ STP

 

ตัวอย่างที่ 15 แก๊สมีเทน (CH4) ปริมาตร 2.80 l ที่ 25 oC 1.65 atm ถูกนำไปผสมกับแก๊สออกซิเจนปริมาตร 35.0 l ที่ 31 oC 1.25 atm หลังจากนั้น นำแก๊สผสมดังกล่าวไปทำให้ติดไฟ เพื่อให้เกิดแก๊ส CO2 และ H2O จงคำนวณปริมาตรของแก๊ส CO2 ที่เกิดขึ้นที่ 2.50 atm 125 oC

วิธีทำ ปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการผสม CH4 และ O2 เป็นดังนี้

CH4(g) + 2O2(g)                    CO2(g) + 2H2O (g)

จากปริมาณของแก๊สแต่ละชนิดจะพบว่า

 โมล CH4 = PV =             (1.65 atm) (2.81 l)                            =    0.189 mol

                  RT     (0.08206 l atm K-1 mol-1)(298 K)

โมล O2 = PV =              (1.25 atm) (35.0l)                               =    1.75 mol

               RT      (0.08206 l atm K-1 mol-1)(304 K)

จากปฏิกิริยาที่ดุลแล้วข้างต้นจะพบว่าในการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว 1 mol ของ CH4 จะต้องใช้ 2mol O2 ดังนั้นจะเห็นว่า CH4 จะเป็นสารกำหนดปริมาณ ถ้า 0.189 mol CH4 ถูกใช้หมดจะเกิดแก๊ส CO2 0.189 mol ด้วย เนื่องจากสภาวะที่กำหนดไม่ใช่ที่ STP ดังนั้นการคำนวณปริมาตรของ CO2 0.189 mol จึงต้องอาศัยสมการของแก๊สสมบรูณ์ กล่าวคือ

ในที่นี้ n = 0.189 mol T = 125 oC + 273 = 398 K

P = 2.50 atm

แทนค่า

  

       = 2.47 l CO2

ตัวอย่างที่ 16 ถ้าแก๊สชนิดหนึ่งมีความหนาแน่น 1.95 g/l ที่ 1.50 atm 27 oC จงคำนวณมวลโมเลกุลของแก๊สนี้

วิธีทำ การคำนวณมวลโมเลกุลของแก๊ส เริ่มจากสมการหลัก

PV = nRT หรือ n = PV

RT

เนื่องจาก n = m/ M เมื่อ M คือมวลโมเลกุล และความหนาแน่น d = m/V

ดังนั้น M = dRT

= P

ในที่นี้         d = 1.95 g/l             T = 27 oC + 273 = 300K

                  P = 1.50 atm

แทนค่า

 แก๊สชนิดนี้มีมวลโมเลกุลเท่ากับ 32.0 g/mol

 

 

4 ทฤษฎีจลน์แก๊สโมเลกุล

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แก๊สใดที่มีความดันน้อยกว่า 1 atm จะถือว่ามีพฤติกรรมใกล้เคียงกับแก๊สสมบูรณ์ ดังนั้นจากกฎของแก๊สสมบูรณ์นี้จะนำไปสู่ความเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ของแก๊สได้ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุล เพื่อที่จะใช้ทำนายผลการทดลองหรือทฤษฎีอื่นที่จะเกิดขึ้นตามมา

สำหรับทฤษฎีจลน์ของแก๊สโมเลกุลนี้ กล่าวถึงการเคลื่อนที่ของแก๊สโมเลกุล จากการตั้งสมมติฐานบางประการ ดังนี้

  1. แก๊สประกอบด้วยอนุภาคที่มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับระยะทางที่แก๊สเคลื่อนที่ จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงปริมาตร
  2. การเคลื่อนที่ของอนุภาคแก๊ส จะเป็นการเคลื่อนที่ที่มีอัตราเร็วคงที่
  3. การเคลื่อนที่ชนผนังของภาชนะ มีผลเนื่องมากจากความดันของอนุภาคแก๊สในภาชนะ ที่ไม่มีแรงกระทำต่อกัน
  4. พลังงานจลน์เฉลี่ยของอนุภาคของแก๊สจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิองศาเคลวิน

จากสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมานี้ ถ้านำไปใช้กับกลุ่มของอนุภาคแก๊สที่เคลื่อนที่ในภาชนะ จะทำให้สามารถหาความเร็ว, โมเมนตัม, แรง, และความดัน, ของแก๊สได้ดังนี้

ในที่นี้ P เป็นความดันของแก๊ส (Pa)

n เป็นจำนวนโมลของแก๊ส

NA เป็นเลขอาโวกาโดร ซึ่งเท่ากับ 6.02 x 1023 อนุภาค/โมล

m เป็นมวลของแต่ละอนุภาคแก๊ส (kg)

u2 เป็นค่าเฉลี่ยของความเร็วกำลังสองของอนุภาค (ms-1)2

V เป็นปริมาตรของภาชนะ (dm3)

 

ปริมาณ (1/2) mu2 เป็นพลังงานจลน์เฉลี่ยของอนุภาคแก๊ส ซึ่งเมื่อนำเอาพลังงานจลน์เฉลี่ยของแต่ละอนุภาคไปคูณไปด้วย NA (จำนวนในอนุภาคใน 1 mol) จะได้พลังงานจลน์เฉลี่ยสำหรับหนึ่งโมลของอนุภาคแก๊ส

 

ดังนั้น

จากสมมติฐาน ข้อที่ 4

ดังนั้น

หรือ

สมการข้างต้นนี้ได้จากการสร้างสมมุติฐานตามทฤษฎีจลน์ของแก๊สโมเลกุลซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกฎของแก๊สสมบรูณ์ซึ่งหาได้จากการทดลอง

จะพบว่าจะมีความคล้ายคลึงกันมากโดยที่ ค่าคงที่สัดส่วน k ในสมการที่ได้จากทฤษฎีจลน์ ของแก๊สโมเลกุล ก็คือ ค่าคงที่ของแก๊ส R ในสมการของแก๊สสมบรูณ์นั่นเอง

นอกจากนี้ จากสมมุติฐานของทฤษฎี จลน์ของแก๊สโมเลกุลจะเห็นว่าอุณหภูมิในหน่วยขององศาเคลวิน จะกำหนดค่าพลังงานจลน์เฉลี่ยของแก๊ส ดังนั้น จากความสัมพันธ์

ดังนั้น

ในที่นี้   R = 8.3145 J K-1 mol-1

จากความสัมพันธ์ข้างต้นนี้ อุณหภูมิอาศาเคลวิน จะเป็นดรรชนีที่จะบอกถึงการเคลื่อนที่แบบเดาสุ่ม (random motion) ของแก๊ส โดยที่อุณหภูมิยิ่งสูงเท่าใด การเคลื่อนที่ของแก๊สจะเกิดขึ้นได้มากขึ้น

จากทฤษฎีจลน์ของแก๊สโมเลกุลข้างต้น ความเร็วเฉลี่ยของแก๊สจะมีความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยโดยทั่วไป เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วแก๊สอาจเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังด้วยความเร็วเท่ากัน ซึ่งเมื่อเฉลี่ยโดยวิธีทั่วไป อาจให้ค่าเฉลี่ยของความเร็วของการเคลื่อนที่ของแก๊สเท่ากับศูนย์ ดังนั้นความเร็วเฉลี่ยอาจหาได้จากความเร็วรากกำลังสองเฉลี่ย (root mean square velocity, Urms) โดยที่

จาก

หรือ

ในที่นี้ m มีหน่วยเป็น kg และ NAm คือมวลโมเลกุล (M) ของอนุภาคแก๊ส ในหน่วย kg/mol-1 นั่นเอง

ตัวอย่างที่ 17 จงคำนวณ Urms สำหรับอะตอมในแก๊ส He ที่ 25oC

วิธีทำ จากความสัมพันธ์

ในที่นี้         T = 25oC +273 = 298 K         R = 8.3145 JK-1mol-1

                 M = มวลของ He 1 โมล ในหน่วย Kg

                     = (4.00 g/mol) = 4.00 x 10-3 kg/mol

                        (1000 g/kg)

แทนค่า

สำหรับกรณีของแก๊สจริง จะพบว่าการเคลื่อนที่ของแก๊สค่อนข้างจะช้ากว่าแก๊สสมบรูณ์ สังเกตุง่ายๆ ได้จากการเปิดฝาขวดบรรจุ NH3 โดยที่ NH3 เคลื่อนที่ผ่านไปในอากาศจะเกิดการชนกัน (colision) ระหว่างโมเลกุลของแก๊ส NH3 กับโมเลกุลของแก๊ส O2 และ N2 ในอากาศ ทำให้การเคลื่อนที่ของแก๊ส NH3 ช้าลง ถ้าสามารถติตามการเคลื่อนที่ของแก๊สได้ จะพบว่าการเคลื่อนที่ของแก๊สจะเป็นแบบเดาสุ่ม (random) ไม่มีทิศทางแน่นอน

เนื่องจากการชนกันของโมเลกุลของแก๊สด้วยกันและการเคลื่อนที่ชนผนัง ระยะทางเฉลี่ยที่โมเลกุลแก๊สเคลื่อนที่ระหว่างการชนกันเรียกว่า วิถีเคลื่อนที่อิสระเฉลี่ย (mean free path) ซึ่งปกติจะมีค่าน้อยมากอยู่ในช่วงประมาณ 60 nm (60 x 10-9 m) และเนื่องจากการชนกันของโมเลกุลแก๊สนี้ทำให้โมเลกุลแก๊สเกิดการเปลี่ยนแปลงความเร็วในการเคลื่อนที่และพลังงานจลน์ ตัวอย่างเช่น แม้ว่าแก๊ส O2 จะมี Urms เท่ากับ 500 ms-1 ที่ STP แต่โมเลกุลส่วนใหญ่มิได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ยนี้ แต่จะพบว่าการกระจายจำนวนของโมเลกุลแก๊สที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของการเคลื่อนที่ของ O2 ต่างๆกัน

 

 

 

นอกจากนั้นยังพบว่าอุณหภูมิมีผลต่อการกระจายของความเร็วของแก๊สด้วย ส่วนการกระจายความเร็วของแก๊ส N2 ที่อุณหภูมิต่างๆนั้นจะเห็นว่า เมื่ออุณหภูมิของแก๊สสูงขึ้นจะมีผลให้ความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ของแก๊ส N2 จะเลื่อนไปยังค่าที่สูงขึ้น และช่วงความเร็วจะกว้างขึ้นด้วย

 

 

 

 

 

 

5. การแพร่ผ่าน และการแพร่

จากสมมุติฐานต่างๆของทฤษฎีจลน์ของโมเลกุลแก๊ศรวมทั้งกฎต่างๆที่สร้างขึ้นจากการทดลอง ทำให้สามารถเขียนสมการที่สามารถทดสอบได้ด้วยการทดลองเพื่อใช้อธิบายถึงพฤติกรรมของแก๊สสมบรูณ์ได้ นอกจากนี้ยังมีสองปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊ส ที่จะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของแก๊สได้

 

5.1 การแพร่ผ่าน

ในช่วง ค.ศ. 1805-1869 นักเคมีชาวสก๊อต ชื่อ โทมัส แกรห์ม (Thomas Gramham) ได้ทำการศึกษาการแพร่ของแก๊สผ่านผนังที่มีรูพรุน จะพบว่าอัตราการแพร่ผ่าน (rate of effusion) ของแก๊สจะแปรผกผันกับรากที่สองของมวลของอนุภาคแก๊สที่อุณหภูมิเดียวกันแก๊สสองชนิดที่มวลของหนึ่งโมลของอนุภาคแก๊สต่างกันจะมีอัตราการแพร่ผ่านต่างกันโดยที่

 

เมื่อ R1 และ R2 เป็นอัตราการแพรผ่าน ส่วน M1 และ M2 เป็นมวลอะตอมหรือมวลโมเลกุลของแก๊สชนิดที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า กฎของแกรห์ของการแพรผ่าน (Graham’s law of effussion)

เนื่องจากอัตราการแพรผ่านของแก๊สแปรผันตรงกับความเร็วเฉลี่ยของอนุภาคแก๊ส ดังนั้นแก๊สที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าก็จะสามารถแพร่ผ่านสิ่งขวางกั้นที่มีรูพรุนได้ด้วยอัตราที่เร็วกว่าด้วยดังนั้น

จะเห็นว่ากฎของแกรห์ม สอดคล้องกับการทดลองที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ผ่านของแก๊ส

ตัวอย่างที่ 18 จงคำนวณอัตราส่วนของอัตราการแพร่ผ่านของแก๊ส H2 และยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ (UF6) ซึ่งเป็นแก๊สที่ผลิตในกระบวนการผลิตแท่งเชื้อเพลิงสำรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

วิธีทำ จากความสัมพันธ์

ในที่นี้ M1 = มวลโมเลกุลของ H2 = 2.016

         M2 = มวลโมเลกุลของ UF6 = 352.02

 

จะเห็นว่า อัตราการแพร่ผ่านของโมเลกุล H2 ซึ่งเป็นแก๊สที่เบากว่า จะเป็น 13 เท่าของอัตราการแพร่ผ่านของ UF6 ซึ่งหนักกว่า

5.2 การแพร่

เป็นการเคลื่อนที่ของแก๊สที่สามารถเกิดได้เองโดยที่อนุภาคแก๊ส สามารถเคลื่อนที่ผ่านอากาศจากส่วนที่มีความเข้มข้นของแก๊สมากกว่าไปยังส่วนที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า

 

 

 

 

 

แสดงการแพร่ของแก๊ส NH3 และ HCl จากสำลีที่สองปลายของหลอดทดลองจะพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดวงแหวนสีขาว ของ NH4Cl เกิดขึ้นบริเวณกลางหลอดทดลอง ตามปฏิกิริยา

 

         NH3(g) + HCl(g)                           NH4Cl(g)

เมื่อทำการวัดระยะที่แก๊ส NH3 และ HCl เคลื่อนที่ จะพบว่า คิดเป็นอัตราส่วน 1.5 : 1 ซึ่งสอดคล้องกับผลที่ทำนายด้วยทฤษฎีจลน์ของแก๊สโดยที่

ระยะที่ NH3 เคลื่อนที่      =     Urms ของ NH3

ระยะที่ HCl เคลื่อนที่               Urms ของ HCl

            

เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วเฉลี่ยที่แก๊ส NH3 และ HCl เคลื่อนที่ ซึ่งเท่ากับ 660 และ 450 ms-1 ตามลำดับจะเห็นว่า อัตราส่วนของอัตราการแพร่ของแก๊สจะยังคงขึ้นกับความเร็วสัมพัทธ์ของแก๊ส เช่นเดียวกับกรณีของการแพร่ผ่านของแก๊ส

 

 

6 แก๊สจริง

จากที่กล่าวมาแล้วถึงแก๊สสมบูรณ์ ซึ่งใช้ในการพิจารณาถึงสมบัติและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของแก๊ส ซึ่งจริงๆ แล้ว แก๊สสมบูรณ์จะไม่มีในธรรมชาติ แก๊สจริงที่มีความดันต่ำเท่านั้นที่จะมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับแก๊สสมบูรณ์ ดังนั้นในการศึกษาถึงสมบัติและการเปลี่ยนแปลงของแก๊สจริง จึงต้องมีการกำหนดสภาวะที่จะใช้ศึกษา

จากโมเดลง่ายๆ ข้างต้นที่ได้อาศัยทฤษฎีจนล์ของโมเลกุลแก๊ส จากการตั้งสมมติฐานที่ว่าโมเลกุลของแก๊สสมบูรณ์นั้น ไม่มีแรงกระทำต่อกันและไม่มีปริมาตร แต่อย่างไรก็ตามในกรณีของแก๊สจริงจะเห็นว่า จะต้องมีแรงกระทำระหว่างอะตอมหรือโมเลกุลแก๊ส และต้องเกิดการชนกันระหว่างอะตอมหรือโมเลกุลแก๊สเกิดขึ้นด้วย

จากการติดตามสมบัติต่างๆ ของแก๊สที่วัดได้จากการทดลองได้แก่ P, T, V และ n จะพบว่าค่า PV/nRT ของแก๊สจริงขึ้นกับความดันซึ่งถ้าพลอตกราฟระหว่าง PV/nRT กับความดัน P จะได้กราฟดังรูป ซึ่งในกรณีของแก๊สสมบูรณ์นั้น PV/nRT จะเป็นค่าคงที่

 

 

 

 

 

 

ของแก๊สใดๆที่อุณหภูมิคงที่                               ของ Ne เมื่อเปลี่ยนอุณหภูมิ

จะเห็นว่าที่ความดันต่ำมากๆ ค่าของ PV/nRT ของแก๊สใดๆ จะเข้าใกล้ 1 และจากการพลอตกราฟหาค่าของ PV/nRT กับ P ของแก๊ส N2 ที่อุณหภูมิใดๆ จะพบว่ายิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นค่าของ PV/nRT ของ N2 จะมีค่าเข้าใกล้แก๊สสมบูรณ์มากขึ้น ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า เมื่อความดันยิ่งต่ำและอุณหภูมิยิ่งสูง แก๊สจริงจะมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับแก๊สสมบูรณ์

ในปี ค.ศ. 1873 นักฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแอมสเตอร์แดม ชื่อ แวน เดอร์ วาลลส์ (van der Waals) ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบิล เมื่อ ปี ค.ศ. 1910 ได้สร้างความสัมพันธ์เพื่อแสดงพฤติกรรมของแก๊สจริง โดยเริ่มจากสมการของแก๊สสมบูรณ์

PV = nRT

โดยพิจารณาปริมาตรที่แก๊สจริงจะสามารถเคลื่อนที่ได้ในภาชนะ ซึ่งในกรณีของแก๊สสมบูรณ์ จะถือว่าทุกแก๊สไม่มีปริมาตร ดังนั้นปริมาตรจำกัดที่แก๊สจะเคลื่อนที่ได้จึงถือว่ามีปริมาตรเท่ากับปริมาตรของภาชนะที่บรรจุ แต่แท้จริงแล้วปริมาตรที่แก๊สจะเคลื่อนที่ได้จะต้องน้อยกว่าปริมาตรของภาชนะ

ถ้าให้ V เป็นปริมาตรของภาชนะ ปริมาตรจริงที่แก๊สจะเคลี่อนที่ได้จะเท่ากับ V-nb เมื่อ n เป็นจำนวนโมลของแก๊ส และ b เป็นค่าคงที่ ซึ่งหาได้จากการทดลอง ดังนั้นความดันของแก๊สจึงควรหาจาก

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแรงกระทำระหว่างอนุภาคแก๊สจริง จะเห็นว่าความดันของแก๊สซึ่งเคยหาจากแรงที่อนุภาคแก๊สเคลื่อนที่ไปชนผนังภาชนะต่อหน่วยพื้นที่อย่างเดียว จะต้องพิจารณาผลเนื่องจากแรงที่แก๊สจริงกระทำต่อกันด้วย ดังนั้นความดันของแก๊สจริงจะต้องน้อยกว่าความดันของแก๊สสมบูรณ์

ถ้าให้ N เป็นจำนวนอนุภาคแก๊ส ดังนั้นแต่ละอนุภาคของแก๊สจะมีอนุภาคข้างเคียงอยู่ N-1 อนุภาค ซึ่งถ้านับเป็นคู่ของอนุภาคที่ชนกันได้จะเท่ากับ ½ N (N-1) โดยที่ตัวเลข ½ หมายถึงการนับการชนกันระหว่างอนุภาคที่ 1 ที่ชนกับอนุภาคที่ 2 จะเหมือนกับการชนกันระหว่างอนุภาคที่ 2 ชนกับอนุภาคที่ 1 ดันนั้น ถ้า N มีค่ามากๆ (N » N-1) และเนื่องจากจำนวนอนุภาค N จะแปรผันตรงกับความเข้มของแก๊ส ( C) ในภาชนะโดยที่ C = n/v ดังนั้นคู่ของอนุภาคที่จะเกิดการชนกันจะเท่ากับ

ทำให้ความดันของแก๊สจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคู่ของอนุภาคที่เกิดการชนกัน จะสามารถหาได้จาก

                                                    Pobs   =    P - correction factor

เมื่อ a เป็นค่าคงที่สัดส่วน ซึ่งสามารถหาได้จากการทดลอง ดังนั้นสมการของแก๊สสมบูรณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับแก๊สจริงจึงเป็น

สมการนี้ เรียกว่า สมการ แวน เดอร์ วาลส์ (van der Waals’ equation) ค่าคงที่ a และ b สำหรับแก๊สต่างๆ แสดงไว้ดังตาราง

ค่าคงที่วันเดอร์วาลส์ของแก๊สต่างๆ

แก๊ส

A (atm l2)/(mol2)

B (l/mol)

He

Ne

Ar

Kr

Xe

H2

N2

O2

Cl2

CO2

CH4

NH3

H2O

0.034

0.211

1.35

2.32

4.19

0.244

1.39

1.36

6.49

3.59

2.25

4.17

5.46

0.0237

0.0171

0.0322

0.0398

0.0511

0.0266

0.0391

0.0318

0.0562

0.0427

0.0428

0.0371

0.0305

จากสมการข้างต้นสำหรับแก๊สที่มีความดันต่ำๆ (ปริมาตรมากๆ) จะพบว่าปริมาตรของอนุภาคแก๊สที่อยู่ในภาชนะจะมีความสำคัญน้อยลง เมื่อภาชนะมีปริมาตรมาก ความดันต่ำ (V>> nb) ซึ่งในกรณีเช่นนั้นแก๊สจริงสามารถมีพฤติกรรมตามแบบของแก๊สสมบูรณ์ (PV = nRT) และการคิดปริมาตรของแก๊สจะถือว่าเท่ากับปริมาตรของภาชนะได้

ตัวอย่างที่ 19 ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม แก๊สมีเธน (CH4) มักจะถูกทำให้รอ้นถึง 100 OC โดยปริมาตรคงที่ ถ้านำ 5000 โมลของแก๊ส CH4 นี้จะเท่าใด ถ้าให้มีเธนมีพฤติกรรมเป็นแบบ

ก. แก๊สแวนเดอร์วาลส์             ข. แก๊สสมบูรณ์

วิธีทำ

  1. ความดันของแก๊สแวนเดอร์วาลส์ หาได้จาก
  2. ในที่นี้         T = 1000 oC + 273 = 1273 K

                     V = 1000 l            n = 5000 โมล

    และจากตารางที่ 3            a    =     2.25 atm l2 mol-2

                                          b     =    0.0428 l/mol

    แทนค่า

  3. ถ้าแก๊สมีเธนนี้มีพฤติกรรมแบบแก๊สสมบูรณ์ ความดันของแก๊สหาได้จาก

               

จากตัวอย่างที่ 19 นี้ จะเห็นว่าความดันที่คำนวณจากสมการของแวนเดอร์วาลส์มีค่าสูงกว่าที่คำนวณได้จากสมการของแก๊สสมบูรณ์ ประมาณ 20% ซึ่งความแตกต่างนี้จะมีความสำคัญมากต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องในทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ให้สังเกตุว่าที่จริงแล้วแก๊สจริงน่าจะมีความดันที่ต่ำกว่าแก๊สสมบูรณ์ แต่ในกรณีของแก๊สมีเธนที่อุณหภูมิ 1000 OC นี้ จะมีผลเนื่องจากอุณหภูมิที่จะทำให้แก๊สจริงเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ทำให้เกิดการชนผนังด้วยแรงที่มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ความดันของแก๊สมีเธนที่คำนวณแบบแก๊สจริง มีค่ามากกว่าแบบแก๊สสมบูรณ์